08/05/2009

พระสันตะปาปาหวังการแสวงบุญครั้งนี้จะนำสันติภาพมาสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์



สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขสูงสุดแห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ทรงคาดหวัง การเสด็จแสวงบุญแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์จะนำมาซึ่งสันติภาพให้กับคนแถบนี้ อธิบายชัด การสวดภาวนาคือการปลูกฝังคุณธรรมและช่วยมนุษย์ละทิ้งความเห็นแก่ตัว ปิดท้าย ด้วยการย้ำศาสนสัมพันธ์ระหว่าง คริสต์ อิสลาม และยิว สำคัญสุดๆ เพราะนี่คือแนวทางหลอมรวมทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน



เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุของค์ที่ 265 แห่งพระศาสนจักรคาทอลิก ได้ประทานการสัมภาษณ์บนเครื่องบินพระที่นั่ง ระหว่างเที่ยวบินสู่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน โดยนี่เป็นครั้งที่ 12 ในสมณสมัยที่พระสันตะปาปาชาวเยอรมันเสด็จอภิบาลคริสตังนอกอิตาลี นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่พระองค์เสด็จแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ด้วย

ในส่วนคำถามที่ผู้สื่อข่าวถามพระสันตะปาปา ครั้งนี้ไม่ดุเดือดเหมือนกับตอนเยือนแอฟริกาที่มีการจุดประเด็นมุมมองพระศาสนจักรต่อถุงยางอนามัย โดยวันนี้ มีคำถามจากผู้สื่อข่าวทั้งหมด 4 คำถาม และมี คุณพ่อเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผู้อำนวยการสื่อมวลชนวาติกัน เป็นโฆษกดำเนินรายการถามตอบกับพระสันตะปาปา

คำถามแรก มีว่า "พระสันตะปาปาคาดหวังอะไรจากการเยือนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์" พระองค์ตอบว่า "พ่อหวังว่า การแสวงบุญครั้งนี้จะช่วยให้ดินแดนตะวันออกกลางเกิดสันติภาพ ผ่านทางการเน้นคุณค่าของการสวดภาวนาและกระตุ้นให้คนลืมความบาดหมางกัน ในฐานะผู้มีความเชื่อ คริสตชนมีความมั่นใจในอานุภาพของคำภาวนา การภาวนาคือการเปิดโลกต้อนรับพระเจ้าและเราก็มั่นใจว่าพระองค์ทรงรับฟังเรา พ่อคิดว่า ถ้าผู้มีความเชื่อนับล้านสวดภาวนาด้วยใจร้อนรน สิ่งนี้ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สามารถก่อให้เกิดสันติภาพได้อย่างแน่นอน"

จากนั้น ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า "การสวดภาวนาจะช่วยให้เกิดสันติภาพได้อย่างไร" พระสันตะปาปา ตรัสตอบว่า "การสวดภาวนาคือการปลูกฝังคุณธรรมและช่วยมนุษย์ปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว ทั้งนี้ เพื่อจะได้แสวงหาและสร้างสิ่งดีงามให้กับสังคม พ่อขอยืนยันว่า คำสอนของพระศาสนจักรเรื่องสันติภาพและการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตั้งอยู่บนจุดยืนที่เปี่ยมด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง สิ่งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับความเชื่อแต่อย่างใด"

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า "ตอนนี้ สถานการณ์ความเป็นอยู่ของคริสตังในตะวันออกกลางเต็มไปด้วยความยากลำบาก พระศาสนจักรมีแนวทางอย่างไรบ้างในการช่วยเหลือพวกเขา" ผู้นำชาวคาทอลิกทั่วโลก ตรัสตอบว่า "ใช่ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากสำหรับคริสตชนในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ กระนั้น นี่ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความหวังในการเริ่มต้นสร้างหนทางแห่งสันติสุขครั้งใหม่"

"กลุ่มคริสตชนคือองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินชีวิตในดินแดนตะวันออกกลาง พระศาสนจักรต้องการให้กำลังใจพวกเขาให้มีความกล้า มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และมีความอดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ที่พ่อบอกว่าคริสตชนคือองค์ประกอบสำคัญของตะวันออกกลางก็เพราะเราได้มอบสิ่งดีงามมากมายให้กับสังคม เฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวคริสต์และชาวมุสลิมได้เป็นหนึ่งเดียวกัน นอกจากนี้ โรงเรียนและโรงพยาบาลยังเป็นสถานที่ชั้นยอดซึ่งแสดงให้เห็นว่า คริสตชนทำงานเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง"

ตอนท้าย ผู้สื่อข่าวถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระศาสนจักรคาทอลิกกับชาวยิว หลังตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา มีความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน พระสันตะปาปา ตรัสตอบคำถามนี้ว่า "คาทอลิกกับยิวมีรากเหง้าทางความเชื่อเหมือนกัน ดูได้จากการใช้หนังสือในพระธรรมเก่าร่วมกัน ทว่า มันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่เราทั้งสองเกิดความเข้าใจผิด เพราะประเพณีการตีความพระคัมภีร์ รวมถึงภาษาและแนวคิดที่เราทั้งสองใช้นั้น มีความแตกต่างกันนั่นเอง"

"ทุกวันนี้ มันจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ชาวคริสต์และชาวยิวต้องเรียนรู้ประเพณีและภาษาของกันและกัน เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เกิดสันติภาพ และสำคัญสุด เกิดความรักแก่กัน"

"นอกจากนี้ การเสวนาศาสนสัมพันธ์ 3 ศาสนา อันประกอบไปด้วย คริสต์ อิสลาม และยิว ก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งนี้จะช่วยเราทั้งสามหลอมความเชื่อให้เป็นหนึ่งในพระเจ้าองค์เดียว และร่วมเป็นหนึ่งในพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย





No comments:

Post a comment